รู้ไหมว่า ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีก 25,000 บาท

“ยินดีด้วย” กับทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านบทความนี้ เพราะนั่นแปลว่าคุณก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว! ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานออฟฟิศ หรือการมีเงินเดือนเป็นของตัวเองนะ แต่มันหมายความว่า “เงินเดือนคุณถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีแล้ว” ไงล่ะคะ!

เชื่อว่านาทีนี้ หลายคนอาจจะเริ่มมองหาตัวช่วยมา “ประหยัดภาษี” กันให้วุ่น บางคนไปดูเรื่องกองทุน บางคนมองเรื่องประกันชีวิต แต่รู้ไหมคะว่ามีอยู่ตัวหนึ่งที่ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” คือได้ทั้งความอุ่นใจเวลาเจ็บป่วย แถมยังช่วยหักภาษีได้เน้นๆ อีก 25,000 บาท นั่นก็คือ “ประกันสุขภาพ” นั่นเอง

วันนี้ว่านจะพาไปเจาะลึกแบบยาวๆ (เตรียมกาแฟไว้รอเลยค่ะ) ว่าทำไมเด็กจบใหม่หรือคนเริ่มทำงานอย่างเรา ถึงควรมีประกันสุขภาพไว้ในครอบครอง และมันจะช่วยเราประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้ขนาดไหน

ยินดีด้วยนะ… คุณคือ “ผู้เสียภาษี” เต็มตัวแล้ว!

จำวันแรกที่ได้รับเงินเดือนได้ไหมคะ? มันช่างหอมหวานเหลือเกิน แต่พอผ่านไปสักพัก พอถึงช่วงต้นปี เราจะเริ่มเห็นคำว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลอยมาแต่ไกล

สำหรับเด็กจบใหม่ หรือคนที่เริ่มทำงานมาได้ 1-2 ปี ถ้าเงินเดือนเริ่มขยับไปแตะ 25,000 – 30,000 บาทขึ้นไป (หรือน้อยกว่านั้นแต่มีรายได้ทางอื่น) คุณจะเริ่มรู้สึกว่า “เห้ย ทำไมเงินที่เราหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ต้องถูกดึงออกไปนะ?”

ตรงนี้แหละค่ะที่ “การวางแผนภาษี” เข้ามามีบทบาท และหนึ่งในไอเทมเริ่มต้นที่ว่านแนะนำที่สุดสำหรับวัยเรา ไม่ใช่แค่เรื่องการออมเงิน แต่คือการ “ปิดความเสี่ยง” ค่ะ

ทำไมต้อง “ประกันสุขภาพ” ในวันที่เรายังแข็งแรง?

คำถามคลาสสิกของ First Jobber เลยค่ะ: “ว่านคะ พี่ครับ ผมยังวิ่งได้วันละ 5 กิโลฯ เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ จะรีบทำประกันสุขภาพไปทำไม? สวัสดิการบริษัทก็มี”

ว่านขอแชร์มุมมองแบบนี้ค่ะ:

1. สวัสดิการบริษัท… ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป

วันนี้คุณทำงานที่นี่ คุณมีวงเงินค่ารักษา แต่ถ้าวันหนึ่งคุณอยากลาออกไปตามฝัน ไปเรียนต่อ หรือเคราะห์ร้ายโดนเลย์ออฟ สวัสดิการเหล่านั้นจะหายวับไปทันทีค่ะ และที่สำคัญ ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี (Medical Inflation) เฉลี่ยปีละ 8-10% เลยนะ

2. ทำตอน “แข็งแรง” คือช่วงที่ “คุ้มที่สุด”

ประกันสุขภาพมีกฎเหล็กอย่างหนึ่งค่ะ คือ “ไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อน” ถ้าคุณรอจนเริ่มปวดหลังเรื้อรัง เริ่มมีอาการออฟฟิศซินโดรม หรือตรวจเจอเนื้องอกตอนอายุ 30 แล้วค่อยเดินไปขอซื้อประกัน บริษัทประกันอาจจะ “ไม่คุ้มครอง” โรคเหล่านั้น หรือแย่กว่านั้นคือ “ไม่รับทำเลย” การเริ่มทำตอนอายุน้อยและสุขภาพยังดี จึงเป็นการล็อคสิทธิ์ความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุดไว้กับตัวค่ะ

3. ลดหย่อนภาษีได้ทันที

นี่คือเหตุผลหลักที่เราคุยกันวันนี้ค่ะ รัฐบาลเขาสนับสนุนให้คนดูแลตัวเอง เลยยอมให้เราเอาเบี้ยประกันสุขภาพมาหักภาษีได้สูงสุดถึง 25,000 บาท ซึ่งมันช่วยลด “เงินได้สุทธิ” ที่จะนำไปคำนวณภาษีได้จริง ๆ

เจาะลึกกฎเหล็ก: ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษี 25,000 บาท

มาดูภาษากฎหมาย (ฉบับแปลไทยเป็นไทยโดยว่าน) กันค่ะ ว่าเงื่อนไขการลดหย่อนเป็นยังไง

  1. ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท: สมมติว่านซื้อประกันสุขภาพเบี้ยปีละ 18,000 บาท ว่านก็เอาไปหักได้ 18,000 บาทค่ะ แต่ถ้าว่านจัดเต็มเบี้ยปีละ 30,000 บาท ว่านจะหักได้สูงสุดแค่ 25,000 บาทเท่านั้น
  2. มัดรวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท: อันนี้สำคัญมากค่ะ! กรมสรรพากรบอกว่า เมื่อเอา “ประกันชีวิต (แบบทั่วไป)” มารวมกับ “ประกันสุขภาพ” แล้ว ยอดรวมทั้งหมดห้ามเกิน 1 แสนบาท
    • ตัวอย่าง: ถ้าคุณมีประกันชีวิต (ที่เน้นออมเงินหรือคุ้มครองชีวิต) อยู่แล้ว 80,000 บาท คุณจะเหลือสิทธิ์หักประกันสุขภาพได้อีกแค่ 20,000 บาทค่ะ
  3. ต้องเป็นบริษัทประกันในไทย: ต้องซื้อกับบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยเท่านั้นนะคะ
  4. ต้องแจ้งความประสงค์: เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ว่าถือกรมธรรม์แล้วไปยื่นเฉย ๆ นะคะ เราต้องเซ็นเอกสาร “ยินยอมให้บริษัทประกันส่งข้อมูลให้สรรพากร” ด้วย (ส่วนใหญ่กดในแอปฯ หรือเว็บของบริษัทประกันได้เลย)

หากใครอยากเช็ครายการลดหย่อนอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพรวม ว่านเคยเขียนสรุปรายการลดหย่อนภาษีฉบับอัปเดตไว้แล้วที่ข้อมูลภาษีบุคคลธรรมดาลองแวะไปเช็คลิสต์ดูได้นะคะ จะได้วางแผนถูกว่านอกจากประกันแล้ว เรายังใช้อะไรช่วยได้อีกบ้าง

First Jobber ควรเลือกประกันสุขภาพแบบไหนดี?

ในฐานะที่ว่านก็เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่ยืนงงในดงโบรกเกอร์ประกันมาก่อน ว่านสรุปวิธีเลือกง่าย ๆ มาให้ 3 ข้อค่ะ

แบบที่ 1: “เหมาจ่าย” คือคำตอบของยุคนี้

สมัยก่อนประกันจะเป็นแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” (เช่น ค่าห้อง 2,000 ค่าหมอ 1,000) ซึ่งพอเข้าโรงพยาบาลจริง ๆ ส่วนใหญ่มัน “เกิน” ค่ะ! ปัจจุบันว่านแนะนำให้ดูแบบ “เหมาจ่าย (Total Lump Sum)” เช่น เหมาจ่ายปีละ 1 ล้าน หรือ 5 ล้าน แบบนี้อุ่นใจกว่าเยอะค่ะ เจ็บหนักแค่ไหนก็อยู่ในวงเงิน

แบบที่ 2: มี “Deductible” (ความรับผิดส่วนแรก) เพื่อลดเบี้ย

สำหรับคนเริ่มทำงานที่งบยังไม่เยอะ แต่อยากได้ความคุ้มครองสูง ว่านแนะนำให้เลือกแบบ “มีความรับผิดส่วนแรก” ค่ะ หมายความว่า “30,000 บาทแรก เราจ่ายเอง (หรือให้สวัสดิการบริษัทจ่าย)” ส่วนที่เกินจากนั้น ประกันจ่ายให้หมด

  • ข้อดี: เบี้ยประกันจะถูกลงมากกกก บางทีจ่ายแค่ปีละหมื่นต้น ๆ แต่ได้วงเงินคุ้มครองเป็นล้าน เหมาะมากสำหรับคนที่มองว่า “มีสวัสดิการบริษัทอยู่แล้ว แต่อยากมีประกันเสริมกันเหนียว”

แบบที่ 3: ดูค่าห้องให้สอดคล้องกับโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ลองเช็คดูค่ะว่าโรงพยาบาลเอกชนที่คุณเล็งไว้ถ้าป่วย ค่าห้องคืนละเท่าไหร่? 4,000? 6,000? เลือกประกันที่ครอบคลุมค่าห้องนั้น ๆ จะได้ไม่ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้ปวดหัวค่ะ

หากยังไม่แน่ใจว่าประกันสุขภาพแบบไหนจะเหมาะสำหรับคุณ ลองให้ว่านช่วยวางแผนและเลือกประกันสุขภาพให้คุณดีไหมคะ

5. การคำนวณภาษีฉบับเข้าใจง่าย (ทำไม 25,000 ถึงสำคัญ?)

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ลดหย่อน 25,000 คือได้เงินคืน 25,000” … ไม่ใช่นะคะ! (เสียใจด้วยน้า)

การลดหย่อน คือการเอาเงิน 25,000 ไปหักออกจาก “เงินได้” ก่อนจะไปคำนวณภาษี

  • ถ้าคุณฐานภาษี 5% การลดหย่อน 25,000 บาท จะช่วยให้คุณประหยัดเงินภาษีไปได้ 1,250 บาท
  • ถ้าคุณฐานภาษี 10% การลดหย่อน 25,000 บาท จะช่วยให้คุณประหยัดเงินภาษีไปได้ 2,500 บาท

ฟังดูเหมือนไม่เยอะใช่ไหมคะ? แต่ลองคิดดูว่า เงิน 2,500 บาทนั้น คือบุฟเฟต์ดี ๆ 2-3 มื้อ หรือค่าน้ำค่าไฟหนึ่งเดือนเลยนะ! แถมคุณยังได้ “ความคุ้มครองสุขภาพ” มูลค่าหลักล้านติดตัวมาด้วย นี่แหละค่ะความคุ้มค่าที่ว่านอยากบอก

6. Checklist ก่อนตัดสินใจซื้อ

ก่อนจะโอนเงินเบี้ยประกันปีแรก อย่าลืมเช็คสิ่งเหล่านี้กับตัวแทนหรือในเว็บไซต์นะคะ:

  1. เป็นประกันแบบ “เบี้ยทิ้ง” หรือ “มีเงินคืน”? ส่วนใหญ่ประกันสุขภาพแท้ ๆ จะเป็นเบี้ยทิ้งปีต่อปีค่ะ ไม่ต้องตกใจ
  2. คุ้มครอง OPD (ผู้ป่วยนอก – ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล) ไหม? ถ้ามี OPD เบี้ยจะแพงขึ้นเยอะ ถ้าเรายังแข็งแรง อาจจะเลือกแค่ IPD (นอนโรงพยาบาล) เพื่อประหยัดงบก็ได้ค่ะ
  3. โรงพยาบาลในเครือเยอะไหม? ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานหรือเปล่า?

สรุปจากใจ “ว่าน”

การเริ่มคิดเรื่องภาษีตั้งแต่วันที่เริ่มทำงาน คือสัญญาณว่าคุณมีการวางแผนการเงินที่ดีเยี่ยมค่ะ ประกันสุขภาพไม่ใช่ภาระ แต่มันคือ “ตาข่ายรองรับชีวิต” ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า “โรคร้าย” กับ “เงินเดือนงวดหน้า” อะไรจะมาก่อนกัน

ถ้าวันนี้คุณยังไม่มีประกันเลย และปีนี้ต้องเสียภาษีชัวร์ ๆ ลองแบ่งรายได้มาสักเล็กน้อย เพื่อซื้อความสบายใจและสิทธิ์ลดหย่อน 25,000 บาทนี้ดูนะคะ

อย่าลืมนะคะ ความรู้เรื่องภาษีไม่ได้จบแค่ที่ประกันสุขภาพ ยังมีเรื่องค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคุณพ่อคุณแม่ และกองทุนต่าง ๆ อีกมากมาย ใครที่อยากวางแผนให้เป๊ะกว่านี้ ตามไปอ่านต่อได้ที่ https://maytapriya.me/tax-personal ว่านรวบรวมไว้ให้ครบ จบในที่เดียวแล้วค่ะ ดูแลสุขภาพกายให้ดี และอย่าลืมดูแลสุขภาพการเงินกันด้วยนะคะ!

FAQ: รวมคำถามคาใจเรื่องประกันสุขภาพและภาษี (ฉบับ First Jobber)

Q. ถ้ามีประกันชีวิตอยู่แล้ว จะหักลดหย่อนประกันสุขภาพได้เพิ่มอีกไหม?

ว่านตอบ: ต้องดู “ยอดรวม” ค่ะ สรรพากรกำหนดว่า ประกันชีวิต + ประกันสุขภาพ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

  • ตัวอย่าง: ถ้าเพื่อน ๆ มีประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่จ่ายเบี้ยปีละ 80,000 บาท เพื่อน ๆ จะซื้อประกันสุขภาพเพื่อลดหย่อนเพิ่มได้อีกแค่ 20,000 บาทเท่านั้น (แม้ว่าเบี้ยจริงจะจ่าย 25,000 บาทก็ตาม) แต่ถ้ายังไม่มีประกันชีวิตเลย ก็จัดเต็มประกันสุขภาพ 25,000 บาทได้เลยค่ะ

Q. ต้องซื้อประกันสุขภาพภายในเมื่อไหร่ ถึงจะลดหย่อนภาษีปีนี้ได้ทัน?

ว่านตอบ: ต้องจ่ายเบี้ยประกันให้สำเร็จภายใน วันที่ 31 ธันวาคม ของปีภาษีนั้น ๆ ค่ะ

  • ถ้าอยากลดหย่อนภาษีของปี 2569 ก็ต้องชำระเงินให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2569 นะคะ ถ้าไปจ่ายวันที่ 1 มกราคม 2570 ยอดนั้นจะต้องไปใช้ลดหย่อนของปีหน้าแทนค่ะ

Q. ซื้อประกันสุขภาพให้ “คุณพ่อคุณแม่” เอามาลดหย่อนภาษีเราได้ไหม?

ว่านตอบ: ได้ค่ะ! และเป็นหนึ่งในค่าลดหย่อนที่คุ้มมากด้วย

  • เราสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่มาลดหย่อนภาษีตัวเราเองได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (ต่อทั้งคุณพ่อและคุณแม่รวมกัน)
  • เงื่อนไข: พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และเราต้องเป็นลูกกตัญญูที่จ่ายเบี้ยเองจริง ๆ นะคะ

Q. ต้องยื่นใบเสร็จ/ใบรับรองการชำระเบี้ยให้สรรพากรไหม?

ว่านตอบ: เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้กระดาษแล้วค่ะ! แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องแจ้งความประสงค์ให้บริษัทประกันส่งข้อมูลให้สรรพากร”

  • ปัจจุบันกฎหมายบังคับให้เรากดยินยอม (Consent) ผ่านแอปฯ หรือเว็บของบริษัทประกันก่อน เพื่อให้เขาส่งข้อมูลยอดจ่ายเบี้ยเข้าสถาบันภาษีโดยตรง ถ้าไม่กดแจ้งไว้ ต่อให้มีใบเสร็จในมือ สรรพากรก็อาจจะไม่ให้ผ่านค่ะ

Q. ถ้าปีหน้าเงินเดือนลดลง หรือลาออกมาทำฟรีแลนซ์จนรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ต้องส่งประกันต่อไหม?

ว่านตอบ: ประกันสุขภาพส่วนใหญ่เป็นสัญญาปีต่อปีค่ะ

  • ถ้าปีไหนรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี สิทธิ์ลดหย่อนก็อาจจะไม่มีประโยชน์ในแง่ภาษี แต่ว่านอยากให้มองเรื่อง “ความคุ้มครอง” เป็นหลักค่ะ ถ้าเราหยุดส่ง แล้วดันป่วยขึ้นมาในช่วงที่ไม่มีประกัน ค่ารักษาพยาบาลอาจจะแพงกว่าภาษีที่ประหยัดได้หลายเท่าตัวเลยนะ

Leave a Comment

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า