เข้าสู่ช่วงเดือนธันวาคมทีไร นอกจากลมหนาว (ที่อาจจะมาบ้างไม่มาบ้าง) สิ่งที่มาแน่ๆ คือ ฤดูกาลลดหย่อนภาษีค่ะ หลายคนอาจจะเริ่มกังวลว่ารายได้ปีนี้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีไหม? แล้วจะใช้อะไรมาช่วยลดหย่อนได้บ้างแบบที่ไม่ต้องปวดหัว?
วันนี้ว่านจะพาทุกคนไปดู Check-list ที่ต้องรู้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคมนี้ค่ะ
1. พื้นฐานที่ห้ามพลาด: ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว
ก่อนจะไปควักเงินจ่ายอะไรเพิ่ม มาดูสิทธิที่เรามีอยู่แล้วกันก่อนค่ะ โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่มีรายได้จากเงินเดือน มาตรา 40(1) และโบนัสหรือค่าคอมมิชชัน มาตรา 40(2)
- ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ: สำหรับรายได้ 40(1) และ 40(2) สรรพากรยอมให้เราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ค่ะ (ตรงนี้คือส่วนที่หักออกจากรายได้รวมก่อนไปคิดภาษีนะ)
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: ทุกคนได้รับสิทธิหักลดหย่อนทันที 60,000 บาท แบบไม่มีเงื่อนไข
- เงินสมทบประกันสังคม: หักลดหย่อนได้ตามจริงที่จ่ายไปตลอดทั้งปี (สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท)
2. เทคนิคสำหรับ First Jobber: “ออมน้อยแต่คุ้มครองเยอะ”
น้อง ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน ฐานภาษีอาจจะยังอยู่ที่ 5% หรือบางคนอาจจะยังไม่ต้องเสีย แต่การวางแผนไว้ก่อนคือเรื่องดีค่ะ เพราะเป็นการสร้างวินัยการออมและคุ้มครองความเสี่ยงไปในตัว ว่านแนะนำ:
- ประกันสุขภาพ “ปลดล็อค สบายกระเป๋า” ประกันสุขภาพตัวนี้เหมาะมากสำหรับมือใหม่ เพราะเบี้ยประกันไม่แรง แต่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม ช่วยให้ไม่ต้องดึงเงินเก็บออกมาใช้เวลาเจ็บป่วย แถมยังนำเบี้ยประกันสุขภาพไปลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท (เมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
- ประกันออมทรัพย์ “มาย ดับเบิล พลัส (My Double Plus)” ก็ลดหย่อนภาษีได้นะคะ ถ้าอยากเริ่มต้นออมเงินพร้อมลดหย่อนภาษี ตัวนี้ตอบโจทย์ค่ะ เพราะมีเงินคืน และลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท
- ประกันโรคร้ายแรงก็ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน การซื้อสัญญาเพิ่มเติมกลุ่มโรคร้ายแรงอย่าง “ประกันโรคร้าย มัลติ แคร์” หรือ “CI 48” ก็เป็นเทคนิคที่ชาญฉลาดค่ะ เพราะโรคร้ายแรงใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก การมีเงินก้อนจากประกันเมื่อตรวจพบโรค จะช่วยคุ้มครองเงินเก็บของเราไม่ให้ละลายไปกับค่าหมอ แถมเบี้ยประกันสุขภาพเหล่านี้ก็นำมาลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดด้วย
3. เทคนิคสำหรับคนรายได้ปานกลาง: ลดหย่อนจัดเต็ม เพิ่มความมั่งคั่ง
สำหรับพี่ ๆ ที่ทำงานมาสักพัก ฐานภาษีขยับขึ้นมาที่ 10-20% การลดหย่อนภาษีจะช่วยประหยัดเงินได้เป็นหลักหมื่นเลยทีเดียวค่ะ ว่านขอแนะนำตัวเด็ด ๆ ดังนี้:
- ประกันบำนาญ “มาย บำนาญ ไฟว์ (My Annuity Five) A90/5” แผนบำนาญตัวนี้ว่านเลิฟมาก! เพราะจ่ายเบี้ยสั้นแค่ 5 ปี แต่รับเงินบำนาญยาวไปจนถึงอายุ 90 ปี ที่สำคัญคือประกันบำนาญสามารถลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้สูงสุดถึง 200,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี) และถ้านับรวมกับกองทุนกลุ่มเกษียณอื่น ๆ (RMF, SSF, Thai ESG, PVD) ต้องไม่เกิน 500,000 บาทค่ะ
- ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) “มาย สไตล์ สมาร์ต เพย์ 15 อัลตร้า” สำหรับใครที่รับความเสี่ยงได้และอยากให้เงินทำงานในกองทุนรวม พร้อมได้ความคุ้มครองชีวิตที่ยืดหยุ่น ตัวนี้เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาวและลดหย่อนภาษีในส่วนของเบี้ยประกันชีวิตได้ด้วยค่ะ
- ประกันสุขภาพ สำหรับคนทำงาน อย่าง My Double Care คุ้มครองเริ่มต้น 8 ล้านบาท ก็เป็นอีกหนึ่งแผนประกันสุขภาพที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ และเหมาะมากสำหรับพนักงานออฟฟิศ เพราะเบี้ยจับต้องได้จริง และความคุ้มครองก็ครอบคลุมค่ะ
5. สรุป Check-list โค้งสุดท้ายก่อน 31 ธันวาคม
เพื่อให้การลดหย่อนภาษีปีนี้สมบูรณ์แบบ เพื่อน ๆ อย่าลืมเช็กสิ่งเหล่านี้คะ:
- ชำระเงินให้ทัน: ทุกรายการต้องชำระเงินภายในวันที่ 31 ธันวาคม เท่านั้นนะคะ
- คำนวณรายได้ทั้งปี: รวมเงินเดือน โบนัส และค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้ครบ
- รวบรวมหลักฐาน: ใบเสร็จค่าเบี้ยประกัน, เอกสารจากกองทุน หรือใบอนุโมทนาบัตรจากการบริจาค
- แจ้งความประสงค์: สำหรับประกันชีวิตและสุขภาพ อย่าลืมแจ้งบริษัทประกันว่าเราต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อให้บริษัทส่งข้อมูลให้สรรพากรแบบอัตโนมัติค่ะ
❓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี (FAQ)
Q: ถ้าเพิ่งเริ่มทำประกันตอนนี้ (ธันวาคม) จะยังลดหย่อนภาษีของปีนี้ทันไหม?
ว่านตอบ: ทันค่ะ! แต่มีเงื่อนไขว่าต้องชำระเบี้ยประกันภัยให้เสร็จสิ้น และบริษัทประกันต้องอนุมัติรับประกันภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้เท่านั้นนะคะ ดังนั้นอย่ารอจนถึงวันสุดท้าย เพราะระบบตัดเงินหรือการพิจารณาอาจจะใช้เวลาค่ะ
Q: ประกันชีวิตแบบไหนที่นำมาลดหย่อนภาษีได้บ้าง?
ว่านตอบ: ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแบบสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) หรือประกันบำนาญ ก็ใช้สิทธิได้ตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนดค่ะ
Q: ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท กับค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คืออันเดียวกันไหม?
ว่านตอบ: คนละส่วนกันค่ะ!
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว: เป็นการหักตามประเภทรายได้ (มาตรา 40(1) และ (2)) หักได้ 50% สูงสุด 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: เป็นสิทธิที่ทุกคนได้เท่ากันคือ 60,000 บาท สรุปคือ พนักงานเงินเดือนทั่วไปสามารถหักพื้นฐานออกไปได้ก่อนเลย 160,000 บาท โดยไม่ต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มค่ะ
Q: ประกันบำนาญดียังไง ทำไมว่านถึงแนะนำกลุ่มรายได้ปานกลาง?
ว่านตอบ: เพราะประกันบำนาญช่วยขยายเพดานการลดหย่อนภาษีให้สูงขึ้นค่ะ จากเดิมที่ประกันชีวิตทั่วไปหักได้ 100,000 บาท ประกันบำนาญจะให้สิทธิหักเพิ่มได้อีกสูงสุดถึง 200,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของรายได้) ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่ฐานภาษีสูงและต้องการวางแผนเงินใช้หลังเกษียณไปในตัวค่ะ
Q: ต้องส่งเอกสารใบเสร็จประกันให้สรรพากรเองไหม?
ว่านตอบ: ปัจจุบันเราต้อง “แจ้งความประสงค์” ให้บริษัทประกันส่งข้อมูลให้สรรพากรแบบอิเล็กทรอนิกส์ค่ะ เมื่อเราทำเรื่องแจ้งไว้แล้ว ข้อมูลจะไปปรากฏในระบบ My Tax Account ของสรรพากรโดยอัตโนมัติ ทำให้เวลาเรายื่นภาษีออนไลน์ ข้อมูลจะเชื่อมต่อกันได้เลย สะดวกมากค่ะ
ส่งท้ายจากว่าน
การวางแผนภาษีไม่ใช่แค่เรื่องของการจ่ายเงินเพื่อลดภาษี แต่คือการวางแผนชีวิตและการเงินในอนาคตค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อเกษียณ หรือการซื้อความคุ้มครองเพื่อความอุ่นใจ สิ่งเหล่านี้คือทรัพย์สินที่จะอยู่กับเราไปยาว ๆ
ถ้าใครอ่านแล้วยังรู้สึกว่า “ตัวเลขมันเยอะจัง” หรือ “เลือกแผนไหนให้คุ้มกับฐานภาษีเราที่สุดดี?” ทักมาคุยกับว่านได้เลยนะคะ ว่านยินดีช่วยคำนวณและวางแผนให้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนค่ะ
- แอดไลน์มาคุยกับว่าน: @MeMaytapriya
- แวะไปดูข้อมูลดี ๆ ที่เว็บของว่าน: https://maytapriya.me/
รีบวางแผนกันตั้งแต่วันนี้ จะได้เคาท์ดาวน์ปีใหม่อย่างสบายใจ ไม่ต้องพะวงเรื่องภาษีย้อนหลังนะคะ! ด้วยรัก… จาก ว่าน ค่ะ